ความเป็นมาของขนมไหว้พระจันทร์

ประวัติความเป็นมา

เมื่อถึงวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ทุกคนจะกลับไปรวมตัวกันที่บ้าน โดยมีกิจกรรมสำคัญคือการไหว้พระจันทร์ เทศกาลนี้จึงต้องมีชื่อที่นิยมเรียกอีกว่า เย่ว์เจี๋, เทศกาลพระจันทร์ และ ไป้เย่ว์เจี๋ย เทศกาลไหว้พระจันทร์” ซึ่งถือเป็นเทศกาลใหญ่อันดับสองรองจากตรุษจีน สำหรับชาวจีนในแทบทุกถิ่น

ความเป็นมาของเทศกาลไหว้พระจันทร์นั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านประเพณีจีนกล่าวว่า มีที่มาจากประเพณีไหว้พระจันทร์ และประเพณีเซ่นสรวงทางการเกษตรประจำฤดูสารทของจีนโบราณ

เหตุที่ชาวจีนเลือกไหว้พระจันทร์ในปักษ์ชิวเฟิน เพราะปักษ์ลี่ชิวต้องเอาผลผลิตแรกได้ไปบูชาบรรพชนเสียก่อน (เป็นที่มาของเทศกาลสารทจีน) และคืนจงชิวกลางเดือนแปดยังเป็นคืนที่จันทร์แจ่มกระจ่างงามเหนือเพ็ญเดือนใดอีกด้วย

นอกจากนี้ชาวจีนยังมีเรื่องเล่าถึงตำนานอันเป็นที่มาของเทศกาลว่า ในอดีตกาล ราชาโฮ่วอี้มีชายานามว่าฉางเอ๋อร์ ครั้งหนึ่งมีพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน 10 ดวง เดือดร้อนชาวโลกเป็นอันมาก ราชาโฮ่วอี้จึงขึ้นไปบนยอดเขาคุนหลุนแล้วใช้ธนูยิงอาทิตย์ดับไป 9 ดวง ทำให้ได้รับการแซ่ซ้องมีผู้คนมาขอเรียนวิชาธนูมากมายรวมถึงเฝิงเหมิงผู้มีจิตใจชั่วร้ายด้วย

ต่อมาโฮ่วอี้ได้ยาอายุวัฒนะจากผู้วิเศษท่านหนึ่ง เฝิงเหมิงรู้เข้าจึงฉวยโอกาสที่โฮ่วอี้ไม่อยู่บุกชิงยาจากฉางเอ๋อร์ เธอจึงกินยานั้นเสียเองก่อนล่องลอยไปถึงดวงจันทร์ กลายเป็นเทพีสถิตบนดวงจันทร์ไป โฮ่วอี้กลับมากำจัดเฝิงเหมิงแล้วเศร้าโศกคิดถึงฉางเอ๋อร์ พอดีเป็นวันเพ็ญเดือนแปด จันทร์งามกระจ่าง โฮ่วอี้จึงจัดเครื่องเซ่นบูชาพระจันทร์รำลึกถึงฉางเอ๋อร์

บางตำนานเล่าต่างออกไปว่า หลังโฮ่วอี้ได้ยาอายุวัฒนะมาก็กลายเป็นคนชั่วร้าย เบียดเบียนข่มเหงประชาชน ฉางเอ๋อร์กลัวชาวบ้านจะเดือดร้อนหากโฮ่วอี้เป็นอมตะจึงชิงกินยาอายุวัฒนะเสียเองแล้วลอยไปอยู่บนดวงจันทร์ ผู้คนจึงรำลึกถึงความดีงามของเธอด้วยการไหว้พระจันทร์กลางเดือนแปดสืบมา

ส่วนขนมไหว้พระจันทร์อันเป็นขนมประจำเทศกาลนั้น ภาษาจีนเรียกว่า เย่ว์ปิ่งเย่ คือ พระจันทร์ ส่วนปิ่ง หมายถึงของกินทรงแบน ปิ้ง ย่าง เผา อบ ลักษณะสำคัญอยู่ที่ทรงต้องแบนเป็นวงกลมรี หรือเป็นเหลี่ยมก็ได้ แต่ต้องไม่เป็นก้อนกลม ซึ่งคนไทยแปลชื่อขนมนี้ตามโอกาสที่ใช้ว่า ขนมไหว้พระจันทร์

ตำนานเกี่ยวกับขนมไหว้พระจันทร์มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งแม่ทัพหลี่จิ้งชนะศึกกลับมาเฝ้าพระเจ้าถังเกาจู่ ในท้องพระโรงยามราตรีคืนเพ็ญ พอดีมีพ่อค้าชาวธิเบตนำขนมปิ่งมีลวดลายสวยงามมาถวายพระองค์ทรงโสมนัส สำรวลดำรัสชี้ไปที่เดือนเพ็ญว่า ต้องชวนพระจันทร์ชิมขนมนี้ด้วย แล้วแบ่งขนมนั้นพระราชทานขุนนางทุกคน จึงเกิดประเพณีกินขนมพระจันทร์คืนเดือนแปดตั้งแต่นั้นมา

อีกตำนานที่เกี่ยวเนื่องกันเป็นเรื่องเล่าที่อ้างว่าเกิดสมัยราชวงศ์หยวนของชาวมองโกลซึ่งรับเอาประเพณีนี้ไปจากชาวจีน ครั้งหนึ่งผู้นำต่อต้านมองโกลหวังรวบรวมกำลังชาวจีนขึ้นสู้ราชวงศ์ต่างเผ่าจึงคิดอุบายเขียนข้อความนัดหมายใส่กระดาษซ่อนไหว้ในขนมไหว้พระจันทร์ แจกจ่ายไปในหมู่ชาวจีน ถึงค่ำวันจงชิว หลังกินขนมไหว้พระจันทร์แล้ว ทุกครอบครัวจึงคว้าอาวุธที่หาได้จับผู้คุมชาวมองโกลมาสังหาร และสามารถโค่นล้มราชวงศ์หยวนได้สำเร็จ

สำหรับเทศกาลไหว้พระจันทร์ในเมืองไทยซึ่งมีชุมชนชาวจีนใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ปัจจุบันได้ซบเซาลงมาก ถาวร ชี้ว่า เป็นเพราะผู้หญิงที่มาจากเมืองจีนเหลือน้อยลง ลูกสาวจีนยุคใหม่ก็มีวิถีชีวิต ค่านิยมเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม พระจันทร์ด้อยความสำคัญลง จึงมีคนไหว้เทศกาลนี้น้อย แม้แต่ในย่านสำเพ็งเยาวราช การไหว้ก็รวบรัดลง เหลือเฉพาะไหว้พระจันทร์ตอนค่ำ จากที่แต่เดิมนิยมไหว้กัน 3 เวลา คือ เช้า สาย กลางคืน

<<<กลับหน้าหลัก